2007/Feb/23


โครงสร้างประโยค :
S + V1


1. ใช้กล่าวถึงการกระทำที่เป็นนิสัย (habits) หรือการกระทำหรือเหตุการณ์ซ้ำ ๆ กัน (repeated actions or events)

He drinks coffee every day.
เขาดื่มกาแฟทุกวัน
She eats only fish.
หล่อนรับประทานแต่ปลาเท่านั้น

2. ใช้กล่าวถึงความจริงทั่วไป (general truths)

Water freezes at zero degrees.
น้ำกลายเป็นน้ำแข็งที่ 0 องศา
The Earth revolves around the Sun.
โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์

4. ใช้กล่าวแนะนำการใช้หรือบอกทาง (instructions or directions)

Open the box and pour the contents into hot water.
เปิดกล่องแล้วเทสิ่งที่บรรจุลงในน้ำร้อน
Take the No.6 bus to Redlands and then the No.10 to San Bernardino.
ขึ้นรถหมายเลข 6 ไปยังเรดแลนด์ จากนั้นขึ้นรถหมายเลข 10 ไปซานเบอร์นาดิโน

5.ใช้กล่าวถึงกำหนดการ (fixed arrangements)

His mother arrives tomorrow.
แม่ของเขาจะมาถึงพรุ่งนี้
Our holiday starts on the 26th March.
วันหยุดจะเริ่มในวันที่ 26 เดือนมีนาคม
Present Simple มีรูปแบบดังนี้

ประธาน + กริยาแท้ช่องที่ 1 (s)

(s ในวงเล็บ หมายถึง บางประโยคเติม s บางประโยคไม่เติม s ขึ้นอยู่กับประธาน)

ตัวอย่าง Kim and Linda speak French. คิมพูดภาษาฝรั่งเศส

We eat meat. เรากินเนื้อ

Mr.Henry speak German. คุณเฮนรี่พูดภาษาเยอรมัน

She eats a lot. หล่อนกินมาก

หลักในการเติม s มีอยู่ว่า

1. ประธานพหูพจน์ และ I, we, you, they กริยาไม่ต้องเติม s

2. ประธานเอกพจน์ และ he, she, it กริยาต้องเติม s

หลักการเติม s ทำได้ง่ายๆ คือ
1. กริยาลงท้ายด้วย y หน้า y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยน y เป็น แล้วเติม es เช่น

try = tries พยายาม, ลอง

cry = cries ร้องไห้

fly = flies บิน

แต่หากหน้า y เป็นสระ (คือ a, e, I, o u) ให้เติม s ได้เลย เช่น

play = plays เล่น

stay = stays พักอยู่, อยู่

buy = buys ซื้อ

2. กริยาที่ลงท้ายด้วย ch, sh, o, x ให้เติม es เช่น

teach = teaches สอน

wash = washes ชำระล้าง

go = goes ไป

do = does ทำ

fix = fixes ซ่อมแซม

3. กริยาทั่วไปให้เติม s ได้เลย เช่น

eat = eats กิน, รับประทาน

work = works ทำงาน

sing = sings ร้องเพลง

want = wants ต้องการ

อย่าลืมว่า การจะเติมหรือไม่เติม s นั้น ให้ดูที่ประธานเป็นใหญ่ประธานเป็นสำคัญ

สำหรับการนำ present simple tense ไปใช้ มีดังนี้

1. ใช้ present simple กับความจริงในโลก ความจริงที่ใครๆก็รู้ หรือยอมรับกันทั่วไป เช่น

Water boils at 100 O C. น้ำเดือดที่ 100 องศา

Ice is cold. น้ำแข็งเย็น

January comes before February.

เดือนมกราคมมาก่อนกุมภาพันธ์

Bangkok is the capital of Thailand.

กรุงเทพเป็นเมืองหลวงของไทย

2. ใช้ present simple กับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย Here หรือ There เมื่อสิ่งนั้นกำลังเกิดขึ้นขณะที่พูด เช่น

Here comes the taxi. รถแท็กซี่มานี่แล้ว

(ผู้พูดมองเห็นแท็กซี่กำลังมาถึงพอดี)

There they go. พวกเขาไปโน่นแล้ว

(ผู้พูดมองเห็นพวกเขากำลังเดินลิ่วไป)

3. ใช้ present simple กับเหตุการณ์ประจำหรือทำเป็นนิสัย เช่น

I go to the market once a week. ฉันไปตลาดสัปดาห์ละครั้ง

Bob seldom does his homework. บ๊อบไม่ค่อยจะทำการบ้าน

She usually wears a hat. หล่อนสวมหมวกเป็นประจำ

ในประโยคตัวอย่างนี้ จะเห็นคำว่า once a week, seldom และ usually ซึ่งแปลว่า สัปดาห์ละครั้ง ไม่ค่อยจะ และ เป็นประจำ ตามลำดับ คำเหล่านี้ เป็นคำกริยาวิเศษณ์ หรือ adverb

adverb ประเภทนี้ เป็น adverb of frequency คำว่า frequency แปลว่า ความถี่ ในที่นี้ก็คือความบ่อยของเหตุการณ์หรือการกระทำ นั่นเอง

นอกจากนั้น ยังมี adverb of frequency อื่นๆอีกมากมาย เช่น

always เสมอๆ ความถี่สูง (100%)

often บ่อยๆ

frequently บ่อยๆ

usually ตามปรกติ

regularly ตามปรกต

occasionally บางครั้ง

sometimes บางครั้ง

rarely ไม่ค่อยจะ

hardly แทบจะไม่

never ไม่เคยเลย ความถี่ต่ำ (0%)

4. ใช้ present simple กับเหตุการณ์ที่จะเกิดในอนาคตอันใกล้

เช่น The King comes here next Saturday.

พระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จมาที่นี่วันเสาร์หน้า

5. ใช้ present simple ในการกล่าวอ้างคำพูดของบุคคลต่างๆ เช่น

Lord Buddha says, "Do good, receive good."

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ทำดี ได้ดี

King Bhumipol says, Sufficient economy is the best.

พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลมีพระราชดำรัสว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

6. ใช้ present simple กับกริยาแห่งความรู้สึกนึกคิด เช่น

see, hear, feel, smell, love, wish, want, desire, like, notice, remember, hope, hate, believe, agree, know, understand, own กริยาพวกนี้มักไม่ใช้ในลักษณะที่เป็นกริยาเติม ing

I love Thailand ฉันรักประเทศไทย (ü)

I am loving Thailand . ฉันกำลังรักประเทศไทย (û)
(หมายความว่าต่อไปอาจจะรักหรือไม่รักก็ไม่ทราบได้)

7. ใช้ present simple กับสิ่งที่เกิดและเสร็จในขณะที่พูดประโยคนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรายงานข่าวกีฬา เช่น

Kiatisak passes the ball

Surachai shoots
8. ใช้ present simple ในส่วนที่เป็นเงื่อนไข ของ If-sentence เช่น

If it rains we will get wet. ถ้าฝนตกเราก็จะเปียก
We will die if there is no air. เราจะเสียชีวิตถ้าไม่มีอากาศ

9. ใช้ present simple ในส่วนอนุประโยคที่บอกเวลา เช่น

I will wait till you finish your work. ฉันจะรอจนกว่าเธอจะเสร็จงาน

I will love you till I die. ฉันจะรักเธอจนกระทั่งฉันจะตาย

10. ใช้ present simple ในการเล่าเรื่องให้ฟังดูน่าสนใจหรือน่าตื่นเต้นติดตาม

ถึงแม้เรื่องนั้นจะเป็นอดีตแล้วก็ตาม เช